สารจากเอกอัครราชทูตฯ

backgound
 


สารจากเอกอัครราชทูตประจำสาธารณรัฐประชาชนจีน


สวัสดีครับพี่น้องชาวไทยที่พำนักอาศัยในจีนและชาวจีนทุกท่าน


       ผมรู้สึกยินดีและเป็นเกียรติเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูต ณ กรุงปักกิ่ง การมาประจำการที่สาธารณรัฐประชาชนจีนของผม
ในครั้งนี้นับเป็นครั้งที่สอง โดยครั้งแรกเมื่อปี 2539 ผมได้มาประจำการในตำแหน่งกงสุล
สถานกงสุลใหญ่ ณ นครเซี่ยงไฮ้ กว่า 20 ปี ที่ผ่านมา ผมได้เห็นพัฒนาการของจีนในหลาย ๆ ด้าน โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจที่มีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว


       ในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา จนปัจจุบันจีนถือเป็นประเทศมหาอำนาจทั้งด้านการเมืองและเศรษฐกิจที่มีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับที่สองของโลก มีความมั่นคงทางการเมือง
รวมทั้งเป็นประเทศที่มีบทบาทสำคัญในเวทีระหว่างประเทศมากขึ้นเรื่อย ๆ


      แม้ว่า ไทยและจีน ได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่
1 กรกฎาคม 2518 หรือ 42 ปีมาแล้ว แต่ทั้งสองประเทศได้มีการติดต่อกันมายาวนานมากกว่า 700 ปี นับตั้งแต่ราชอาณาจักรสุโขทัยได้มีการแลกเปลี่ยนคณะทูตไปเจริญสัมพันธไมตรีกับราชวงศ์หยวนของจีน และได้มีการค้าขายกันผ่านการค้าของเรือสำเภาจนเป็นคู่ค้าสำคัญระหว่างกัน


      ปัจจุบัน ความสัมพันธ์ระหว่าง ไทย - จีน มีความใกล้ชิดแน่นแฟ้นทุกด้านและมีพลวัตรสูง ทั้งสองประเทศมีการแลกเปลี่ยนการเยือนระดับสูงอย่างต่อเนื่อง พระบรมวงศานุวงศ์ของไทยหลายพระองค์ได้ เสด็จพระราชดำเนินมาเยือนจีนอย่างสม่ำเสมอ


       พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จ พระราชดำเนินเยือนจีนอย่างเป็นทางการ (state visit) ในฐานะผู้แทนพระองค์เมื่อเดือนตุลาคม 2543


      สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ได้เสด็จพระราชดำเนินเยือนจีนอย่างเป็นทางการ 2 ครั้ง เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2530 และเดือนพฤษภาคม 2541


      สมเด็จพระเทพ รัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเยือนจีนครั้งแรก เมื่อเดือนพฤษภาคม 2524 จนถึงปัจจุบัน รวมจำนวน 41 ครั้ง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เสด็จเยือนจีน เพื่อทรงเครื่องดนตรีกู่เจิ้ง รวมทั้งทรงกู่เจิ้งด้วยพระองค์เองทุกครั้งในงานแสดงดนตรีและวัฒนธรรม "สายสัมพันธ์สองแผ่นดิน"
ที่ไทยและจีนร่วมกันจัดมาแล้ว 6 ครั้ง


       นอกจากนี้ ยังมีการแลกเปลี่ยนการเยือนในระดับรัฐบาล นิติบัญญัติ ภาคเอกชน และประชาชน อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งความมีมิตรไมตรีจิตต่อกัน ส่งผลให้เกิดการขยายความร่วมมือครอบคลุมรอบด้าน ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ การท่องเที่ยว สังคมและวัฒนธรรม ดังจะเห็นได้จาก ปัจจุบันไทยและจีนได้ยกระดับความสัมพันธ์เป็น "หุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์อย่างรอบด้าน" หรือ "Strategic Comprehensive Cooperative Partnership" นับตั้งแต่
ปี 2555 นอกจากนี้ หลายปีที่ผ่านมา จีนเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของไทย โดยในปี 2559 มีมูลค่าการค้าระหว่างกัน 66,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ


       ในด้านความสัมพันธ์ในระดับประชาชนชาวไทยและจีน ต่างมีทัศนคติที่ดีต่อกัน
มีความคุ้นเคยและไปมาหาสู่ระหว่างกันมายาวนาน โดยเฉพาะในปัจจุบัน ชาวจีนนิยมเดินทางมาท่องเที่ยวไทยอย่างมาก จนกลายเป็นตลาดนักท่องเที่ยวใหญ่ที่สุดของไทย ในปี 2559
มีนักท่องเที่ยวจีนเดินทางมาไทยประมาณ 8.7 ล้านคน และคาดว่า ในปี 2560 จะเพิ่มขึ้นเป็น
9 ล้านคน เนื่องจากอัธยาศัยความเป็นมิตรของคนไทย แหล่งท่องเที่ยวที่สวยงาม อาหารไทย รวมถึงความนิยมภาพยนตร์และละคร ตลอดจนดารานักแสดงของไทย ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบ
ในหมู่ชาวจีนอย่างกว้างขวาง ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ มีนักศึกษาไทยในจีน
จำนวนมากถึงประมาณ 20,000 คน และนักศึกษาจีนในไทยประมาณ 25,000 คน


       ผมเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่า ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศในอนาคต จะแนบแน่นมากขึ้น โดยปัจจุบันยุทธศาสตร์ของสองประเทศมีความส่งเสริมเกื้อกูลซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะนโยบาย Thailand 4.0 ที่มุ่งเน้นการพัฒนาประเทศด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ และยุทธศาสตร์เรื่องความเชื่อมโยงของไทยมีความสอดคล้องนโยบาย One Belt One Road
ของจีนมากที่สุดโดยเฉพาะในการเชื่อมต่อทวีปเอเชียกับยุโรปและแอฟริกา ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ทั้งสองประเทศสามารถขยายความร่วมมือในมิติต่าง ๆ กันต่อไป


       ผมและข้าราชการที่ประจำการ ณ สถานเอกอัครราชทูตฯ และสถานกงสุลใหญ่ทั้ง 9 แห่งในจีน มีความพร้อมที่จะร่วมกันทำงาน และมุ่งมั่นปฏิบัติหน้าที่ เพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างไทยและจีนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาประเทศที่มั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืนของทั้งไทยและจีน และเพื่อประชาชนทั้งสองประเทศสืบไปและยินดีที่จะให้การสนับสนุนดูแลชาวไทยในจีนทุกคน






ฯพณฯ นายพิริยะ เข็มพล
เอกอัครราชทูตประจำสาธารณรัฐประชาชนจีน

 
backgound