เศรษฐกิจการค้า
เงินตรา สกุลเงินเรียกว่า “เหรินหมินปี้” (人民币)โดยมีหน่วยเรียกเป็น “หยวน” (元)
| อัตราแลกเปลี่ยน |
1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 6.8 หยวน (ก.ย. 2552)
1 ยูโร เท่ากับ 9.9 หยวน (ก.ย. 2552)
1 หยวน เท่ากับ 5.2 บาท (ก.ย. 2552) |
รายได้เฉลี่ยต่อหัวต่อปี
2,320 ดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2551) (ปี 2546 เป็นปีแรกที่สูงเกิน 1,000 ดอลลาร์สหรัฐ)
GDP
4.222 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2551) ถือว่าเศรษฐกิจของจีนมีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 3 ของโลก (รองจากสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น)
| GDP Growth |
9% (ปี 2551)
11.4% (ปี 2550)
10.7% (ปี 2549) |
ทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศ
2.033 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (มิ.ย. 2552)
| อัตราเงินเฟ้อ |
ร้อยละ 6 (ปี 2551) |
การค้าระหว่างประเทศ
เศรษฐกิจจีนยังขยายตัวอย่างต่อเนื่องภายใต้นโยบายการปฏิรูปและการเปิดประเทศ ที่ดำเนินมาตั้งแต่ปี 2521 รัฐบาลจีนมีเป้าหมายที่จะเน้นผลผลิตทางการเกษตรให้พอเพียงสำหรับการบริโภค ภายในประเทศ โดยการเน้นการพัฒนาด้านเทคโนโลยีระดับสูง เพื่อยกระดับการผลิตและการกระจายรายได้อย่างเท่าเทียมกันด้วย
บทบาททางเศรษฐกิจของจีนได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอิทธิพลและความสำคัญที่มีต่อภูมิภาค มูลค่า GDP ของจีนเติบโตอย่างต่อเนื่องในระดับร้อยละ 9-10 ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้เศรษฐกิจจีนกลายเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยผลักดันการเจริญเติบโต ของเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออก จีนดำเนินการปรับปรุงโครงสร้างเศรษฐกิจ การเงิน การคลัง และค่าเงินหยวนอย่างต่อเนื่องในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป โดยนอกจากจะปรับปรุงเพื่อยกระดับมาตรฐาน ทางเศรษฐกิจของตนเองให้แข่งขันในโลก ปัจจุบันได้ดียิ่งขึ้นแล้ว ยังมีนัยทางการเมือง ที่ต้องการแสดงความตั้งใจจริงของรัฐบาลจีนในการชะลอ และป้องกันภาวะการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ร้อนแรงเกินไป และต้องการปรับความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจกับสหรัฐฯ ซึ่งพยายามกดดันให้จีนปรับค่าเงินหยวน เพื่อลดการเสียดุลการค้า และปัญหาการว่างงาน อย่างไรก็ดี จีนตั้งเป้าอัตราเติบโต GDP ปี 2552 ไว้ที่ร้อยละ 8 ทั้งนี้ ผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจในสหรัฐฯและยุโรปส่งผลให้มีการสั่งซื้อสินค้าจาก จีนลดลง และส่งผลกระทบโดยตรงต่อการส่งออกของจีนที่ลดลงอย่างต่อเนื่องนับแต่ปลายปี 2551 |
 |
เพื่อรักษาการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจตามเป้าหมาย รัฐบาลจีนได้จัดสรรงบประมาณ 4 ล้านล้านหยวน (ประมาณ 20 ล้านล้านบาท) เป็นระยะเวลา 2 ปี (2552-2553) เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยมุ่งที่การบริโภคภายใน และการลงทุนเป็นหลัก รวมถึงออกมาตรการต่าง ๆ เพื่อช่วยเหลือเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในด้านโครงสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐาน การเพิ่มสภาพคล่อง และจัดสรรแหล่งเงินกู้ในภาคธุรกิจ รวมถึงการปรับโครงสร้างภาคอุตสาหกรรม และการเพิ่มแรงจูงใจในการลงทุนในภาค ส่วนที่รัฐต้องการสนับสนุน รัฐบาลจีนได้ส่งเสริมให้ใช้สกุลเงินหยวนในการทำธุรกรรมการค้าข้ามพรมแดนกับ กลุ่มประเทศอาเซียน เพื่อลดความความเสี่ยงในตลาดปริวรรตเงินตราต่างประเทศจากการพึ่งพิงแต่เงิน สกุลดอลลาร์สหรัฐ โดยคณะรัฐมนตรีจีนได้เห็นชอบ เมื่อปลายปี 2551 กำหนดให้มณฑลยูนนานและเขตปกครองตนเองกวางสีฯ ดำเนินโครงการนำร่องใช้เงินสกุลหยวนทำการค้ากับกลุ่มประเทศอาเซียน และให้มณฑลแถบ Pearl River Delta และ Yangtze River Delta ใช้เงินสกุลหยวนทำการค้ากับฮ่องกง และมาเก๊า
นโยบายสำคัญด้านเศรษฐกิจของจีน มีรายละเอียด ดังนี้
- ยึดมั่นการกระตุ้นอุปสงค์ของตลาดภายในประเทศต่อไป
- ดำเนินนโยบายการคลังในเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง เพื่อยึดเป็นยุทธศาสตร์
ระยะยาวของประเทศ รวมทั้งรักษาเสถียรภาพของค่าเงินหยวน โดนดำเนินนโยบายการเงินยืดหยุ่นตามความเหมาะสม
- เร่งปรับโครงสร้างด้านการเกษตร การปฏิรูปชนบท และการเพิ่มรายได้
ให้แก่เกษตรกร
- เร่งปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจในเชิงยุทธศาสตร์ โดยเน้นการพัฒนา
ด้านเทคโนโลยีแก่วิสาหกิจจีน ยกระดับมาตรฐานเทคโนโลยีการผลิต
พัฒนาด้านการศึกษา เพื่อเสริมสร้างศักยภาพบุคคล และใช้โอกาสที่จีน
เข้าเป็นสมาชิก WTO ขยายการติดต่อและร่วมมือกับต่างประเทศมากขึ้น
- ปรับเปลี่ยนการบริหารงานด้านเศรษฐกิจของภาครัฐ เพื่อความเป็นเอกภาพ
ของนโยบายและความโปร่งใส ซึ่งจะยกระดับการทำงานให้สอดคล้องกับ
หลักสากล รวมทั้งฝึกฝนอบรมบุคลากรที่เชี่ยวชาญในกฎหมายและเศรษฐกิจ
ระหว่างประเทศ
- พัฒนาภาคตะวันตก เพื่อลดความเลื่อมล้ำระหว่างการพัฒนา และมาตรฐาน
ความเป็นอยู่ของประชาชนทางภาคตะวันออก และตะวันตก
- พัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และอุตสาหกรรมไฮเทค เพื่อส่งเสริม
การพัฒนาที่ยั่งยืน และเพิ่มมูลค่าของสินค้า
- จีนมีนโยบายเปิดกว้างด้านตลาดหลักทรัพย์ โดยนักลงทุนต่างชาติที่มี
คุณสมบัติเหมาะสมสามารถยื่นขอใบอนุญาต Qualified Foreign Institutional
Investor: QFII จากคณะกรรมการกำกับและดูแลตลาดหลัดทรัพย์จีน
(China Securities Regulatory Commission: CSRC) โดยนโยบายดังกล่าว
เริ่มใช้อย่างเป็นทางการเมื่อปลายปี 2545
ในปัจจุบันตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรจีนมีมูลค่าการลงทุนสูงถึง 500,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเดิมสงวนไว้สำหรับนักธุรกิจจีนเท่านั้น การเปิดตลาดจึงเปรียบเสมือนการเปิดโอกาสในการลงทุนทีมีมูลค่าสูงให้แก่นักลง ทุนต่างชาติ ขณะเดียวกัน จะช่วยระดมทุนใหม่ ๆ และสร้างความชำนาญให้แก่ตลาดหลักทรัพย์จีน และกระตุ้นให้เกิดแรงซื้อขายในตลาดหุ้น
ตลาดส่งออกสินค้าที่สำคัญ
สหรัฐฯ ฮ่องกง ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เยอรมัน
ตลาดนำเข้าสินค้าที่สำคัญ
ญี่ปุ่น ไต้หวัน เกาหลีใต้ สหรัฐฯ เยอรมัน
| สินค้าออกที่สำคัญ |
ชิ้นส่วน และวัสดุอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เสื้อผ้า รองเท้า เครื่องกระเป๋าเดินทาง เฟอร์นิเจอร์ และส่วนประกอบ |
| สินค้าเข้าที่สำคัญ |
แผงวงจรไฟฟ้า น้ำมันปิโตรเลียมดิบและน้ำมันดิบ ชิ้นส่วนและวัสดุอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ สินแร่ เครื่องจักรฯ |
การลงทุนจากต่างประเทศ
ในส่วนของการลงทุนจากต่างประเทศ มูลค่าเงินลงทุนในจีน (FDI) มีมูลค่าประมาณ 92,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2551) เพิ่มขึ้นร้อยละ 24 จีนเป็นแหล่งรองรับเงินทุนต่างประเทศมากเป็นอันดับ 2 ของโลก (รองจากสหรัฐอเมริกา)
ในขณะที่จีนได้ไปลงทุนในต่างประเทศ (ยกเว้นด้านการเงิน) คิดเป็นมูลค่า 40,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (2551)
| ผู้ลงทุนที่สำคัญ |
ฮ่องกง ไต้หวัน สหรัฐฯ เยอรมนี สิงคโปร์ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ |