การเมืองการปกครอง


สถานการณ์ทั่วไปในจีน

การเมือง

1. การเมืองการปกครอง

ในระบอบการปกครองของจีนพรรคคอมมิวนิสต์จะเป็นผู้กำหนดนโยบายทุกด้านให้ รัฐบาลไปปฏิบัติ (รัฐบาลจึงไม่ใช่องค์กรกำหนดนโยบาย) โดยจีนมีนโยบายภายในที่สำคัญ ดังนี้

1.1 เน้นการปฏิรูปเศรษฐกิจและการเปิดประเทศเพื่อสร้างความเจริญรุ่งเรืองทาง เศรษฐกิจ และกำหนดเป้าหมายให้ GDP เพิ่มขึ้นอีก 4 เท่าตัว และทำให้จีนสร้างความกินดีอยู่ดี “เสี่ยวคาง” แก่คนจีนในระดับเดียวกับประเทศที่กำลังพัฒนาในระดับกลาง ภายในปี 2563 (ค.ศ. 2020) ในขณะเดียวกัน ก็ต้องแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำของระดับการพัฒนาระหว่างภาคตะวันออกกับภาค ตะวันตก ซึ่งอาจนำมาซึ่งปัญหาการเมือง สังคม ความแตกแยกของชนชาติที่รุนแรง จึงได้กำหนดให้พัฒนาภาคตะวันตกไปในเวลาเดียวกันด้วย

1.2 จีนเน้นการปฏิรูปทางการเมืองอย่างค่อยเป็นค่อยไป ในขณะเดียวกัน เพื่อลดกระแสกดดันการเรียกร้องให้ปฏิรูปการเมือง ซึ่งพรรคคอมมิวนิสต์จีนประเมินแล้วว่าไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ในระยะ 10 ปีข้างหน้า นายเจียง เจ๋อหมิน อดีตประธานาธิบดีจีน จึงได้เสนอหลักการ 3 ตัวแทนขึ้นมาและบรรจุลงไปในธรรมนูญของพรรค หลักการ 3 ตัวแทน จะสามารถลดแรงกดดันของกลุ่มนายทุนใหม่และนักวิชาการเรื่องปฏิรูปการเมืองได้ โดยพรรคคอมมิวนิสต์เปิดกว้างให้คนเหล่านี้เข้าไปมีส่วนร่วมในพรรคและการ บริหารประเทศได้ในระดับหนึ่ง ทั้งนี้ จีนได้เริ่มปล่อยให้การปกครองระดับท้องถิ่นในระดับตำบลและเมือง (อำเภอ) มีการเลือกตั้งโดยอิสระแล้วตั้งแต่ปี 2538

หลักการสามตัวแทนได้กำหนดให้พรรคคอมมิวนิสต์จีนเป็นตัวแทนใน 3 ด้าน คือ

(1) ด้านการผลิต โดยดูแลการพัฒนาทางเศรษฐกิจ
(2) ด้านวัฒนธรรม โดยดำรงไว้ซึ่งวัฒนธรรมอันดีของจีน และนำวัฒนธรรมอื่นที่ดี มาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ประเทศชาติ
(3) เปิดให้พรรคคอมมิวนิสต์จีนเป็นตัวแทนของประชาชนทุกชนชั้น กล่าวคือ ได้เปิดให้กลุ่มนายทุนและนักธุรกิจ ที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่ พรรคกำหนดเข้ามาเป็นสมาชิกพรรค และมีส่วนร่วมทางการเมืองเพิ่มขึ้น ถือเป็นการเปลี่ยนภาพลักษณ์ของพรรคจากตัวแทนเชิงปฏิวัติ หรือตัวแทน ของชนชั้นแรงงาน เป็นตัวแทนเชิงบริหาร หรือตัวแทนของประชาชนทุกชนชั้น
การเมืองการปกครอง
2.พรรคคอมมิวนิสต์จีน

สาธารณรัฐประชาชนจีนปกครองในระบบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์มีพรรคคอมมิวนิสต์จีน ซึ่งมีสมาชิกประมาณ 73 ล้านคน (สถิติปี 2551) เป็นสถาบันทางการเมืองที่มีอำนาจในการกำหนดนโยบายด้านต่างๆ ของประเทศอย่างเบ็ดเสร็จตามแนวทางลัทธิมาร์กซ์-เลนิน ความคิดของอดีตประธานาธิบดีเหมา เจ๋อตง ทฤษฎีการสร้างสรรค์สังคมนิยมที่มีเอกลักษณ์แบบจีนของเติ้ง เสี่ยวผิง รวมถึงทฤษฎีสามตัวแทนที่ได้รับการบรรจุเข้าในธรรมนูญของรัฐเมื่อเดือน พฤศจิกายน 2545 โดยรัฐบาลและรัฐสภามีหน้าที่คอยปฏิบัติตามมติและนโยบายที่พรรคกำหนดโดยยึด หลักประชาธิปไตยรวมศูนย์ (Democratic Centralism) ตามธรรมนูญพรรค กำหนดให้มีการประชุมสมัชชาพรรคแห่งชาติ (Party Congress) ทุก 5 ปี นับตั้งแต่ได้มีการจัดตั้งพรรคขึ้นในปี 2464 จนถึงปัจจุบัน พรรคคอมมิวนิสต์จีนได้จัดให้มีการประชุมสมัชชาพรรคคอมมิวนิสต์แล้วรวมทั้ง สิ้น 17 ครั้ง โดยได้จัดประชุมสมัชชาพรรคสมัยที่ 17 ไปเมื่อเดือนตุลาคม 2550 ซึ่งนายหู จิ่นเทา ได้รับเลือกให้เป็นเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ต่ออีก 1 สมัย (วาระ 5 ปี)

การเมืองภายในจีนยังคงมีเสถียรภาพภายใต้การนำ ของพรรคคอมมิวนิสต์จีน เมื่อวันที่ 15-21 ตุลาคม 2550 ได้มีการประชุมสมัชชาพรรคสมัยที่ 17 ซึ่งมีการวางตัวผู้สืบทอดอำนาจจากผู้นำรุ่นที่ 4 ซึ่งมีนายหู จิ่นเทา เป็นแกนนำ ไปยังรุ่นที่ 5 ซึ่งนายสี จิ้นผิง ได้รับการจับตามองว่าจะมาแทนที่นายหู จิ่นเทาเมื่อก้าวลงจากตำแหน่งในปี 2555

ผู้นำจีน
สมัชชาพรรคสมัยที่ 17 ได้คัดเลือกบุคคลเป็นสมาชิกกรมการเมืองจำนวน 25 คน และสมาชิกกรมการเมือง 25 คนนี้ ได้เลือกตั้งสมาชิกถาวรประจำกรมการเมือง (Standing Committee of the Political Bureau of the Central Committee) จำนวน 9 คน (โดยมี 4 คนที่เป็นสมาชิกใหม่) เรียงตามลำดับอาวุโส ได้แก่

(1) นายหู จิ่นเทา (Hu Jintao)
(2) นายอู๋ ปางกั๋ว (Wu Bangguo)
(3) นายเวิน เจียเป่า (Wen Jiabao)
(4) นายเจี่ย ชิ่งหลิน (Jia Qinglin)
(5) นายหลี่ ฉางชุน (Li Changchun)
(6) นายสี จิ้นผิง (Xi Jinping)
(7) นายหลี่ เค่อเฉียง (Li Keqiang)
(8) นายเฮ่อ กั๋วเฉียง (He Guoqiang)
(9) นายโจว หย่งคัง (Zhou Yongkang)

(1 - 5 เป็นสมาชิกชุดเดิม 6-9 เป็นสมาชิกใหม่)

3. สถานการณ์ประเทศจีนในปี 2551-2552

3.1 สถานการณ์การเมืองภายใน

การเมืองภายในจีนมีเสถียรภาพและความมั่นคงสูง โดยพรรคฯ ยังคงอำนาจเบ็ดเสร็จและมุ่งมั่นสร้างชาติให้ทันสมัย เน้นการกวาดล้างการฉ้อราษฏร์บังหลวงในระดับต่าง ๆ และการสร้างผู้นำและผู้บริหารรุ่นใหม่เพื่อรองรับการแข่งขันในโลกยุคโลกาภิ วัฒน์ โดยได้ลงโทษผู้นำระดับสูงที่คอรรับชั่นอย่างเด็ดขาด สำหรับสถานการณ์ช่องฝั่งช่องแคบก็มีพัฒนาการที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีการเปิดเส้นทางบินตรงระหว่างกันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และมีการไปมาหาสู่กันด้านการค้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง