ความสัมพันธ์ไทย-จีน

ด้านการเมือง

ไทยได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับสาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2518 ความสัมพันธ์ไทย-จีนดำเนินมาอย่างราบรื่นบนพื้นฐานของความเสมอภาค เคารพซึ่งกันและกัน ไม่แทรกแซงกิจการภายในซึ่งกันและกัน และอยู่ภายใต้หลักการของผลประโยชน์ร่วมกันเพื่อธำรงไว้ซึ่งความมั่นคง สันติภาพ และเสถียรภาพของภูมิภาค และมีความร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด โดยเฉพาะในช่วงสงครามกัมพูชาที่ทำให้ทั้งสองฝ่ายมีความไว้เนื้อเชื่อใจกันซึ่งขยายไปสู่ความร่วมมือทางการค้า เศรษฐกิจ และการลงทุนในอันดับต่อไป


เมื่อสิ้นสุดสงครามเย็นและจีนได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับอาเซียนทุกประเทศแล้ว ความสำคัญของไทยต่อจีนในทางยุทธศาสตร์ได้ลดลงไปจากเดิม ความสัมพันธ์ในปัจจุบันจึงหันไปเน้นด้านการค้าและเศรษฐกิจบนพื้นฐานของผลประโยชน์ต่างตอบแทนเป็นหลัก


ไทยกับจีนไม่มีปัญหาหรือข้อขัดแย้งใดๆ ที่ตกทอดมาจากประวัติศาสตร์ การไปมาหาสู่ของผู้นำระดับสูงสุดก็เป็นไปอย่างดียิ่ง โดยเฉพาะการเสด็จฯ เยือนจีนอย่างเป็นทางการของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เมื่อเดือนตุลาคม 2543


การเสด็จฯ เยือนจีนของพระบรมวงศานุวงศ์ของไทยมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อการเสริมสร้างและ กระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างสองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น รวมทั้งการส่งเสริมมิตรภาพและความเข้าใจระหว่างประชาชนของสองประเทศอีกด้วย


นอกจากนี้ไทย-จีนยังมีการแลกเปลี่ยนการเยือนระหว่างผู้นำระดับสูงของรัฐบาลอย่างสม่ำเสมอ เห็นได้จากการเยือนไทยอย่างเป็นทางการของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง (ขณะที่ยังดำรงตำแหน่งรองประธานาธิบดี) ระหว่างวันที่ 22 - 24 ธ.ค. 2554 และนายกรัฐมนตรีหลี่ เค่อเฉียง เดินทางเยือนไทยอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 11 -13 ต.ค. 2556 และเข้าร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำแผนงานการพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS Summit) ครั้งที่ 5 ระหว่างวันที่ 19 - 20 ธ.ค. 2557 ตลอดจนการเยือนจีนอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรีประยุทธ์ จันทร์โอชา ระหว่างวันที่ 22- 23 ธ.ค. 2557 และเยือนจีนในโอกาสต่าง ๆ ได้แก่ เข้าร่วมการประชุมผู้นำกรอบความร่วมมือแม่โขง - ล้านช้าง ครั้งที่ ๑ และการประชุม Boao Forum for Asia ระหว่างวันที่ 22 - 24 มี.ค. 2559 ณ มณฑลไห่หนาน และ เข้าร่วมการประชุมผู้นำ G20 ในฐานะประธานกลุ่ม G77 ระหว่างวันที่ 4 - 5 ก.ย. 2559 ณ นครหางโจว มณฑลเจ้อเจียง


ปัจจุบัน ความสัมพันธ์ไทย-จีนมีความใกล้ชิดกันมากขึ้นในทุกด้าน ทั้งกรอบทวิภาคี พหุภาคี และเวทีภูมิภาค เช่น ASEAN-China Annual Consultation, ASEAN+3, ARF, ASEM เป็นต้น ไทยและจีนต่างเห็นพ้องที่จะมุ่งพัฒนาความสัมพันธ์และขอบข่ายความร่วมมือ ระหว่างกันให้กว้างขวางยิ่งขึ้นในลักษณะของความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์




ด้านเศรษฐกิจ

ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจเป็นหัวใจของความสัมพันธ์ไทย - จีน โดยความสัมพันธ์ดังกล่าวมีความเข้มข้นขึ้นจากการบังคับใช้ ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน - จีนเมื่อเดือนมกราคม ๒๕๕๓ และการเปิดใช้เส้นทาง R3A เส้นทาง R8 และเส้นทาง R12


การค้าของไทยกับจีน


จีนเป็นประเทศคู่ค้าอันดับ 1 ของไทย เป็นตลาดส่งออกอันดับ 2 (รองจากสหรัฐฯ) และแหล่งนำเข้า อันดับ 1 ของไทย ขณะที่ไทยเป็นคู่ค้าอับดับ 13 ของจีน โดยในปี 2558 สองฝ่ายมีมูลค่าการค้ารวม 64,808 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.93


สินค้าเข้าจากไทยที่สำคัญ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ ยางพารา เคมีภัณฑ์ เม็ดพลาสติก ผลิตภัณฑ์ยาง ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ผลิตภัณฑ์ไม้

สินค้าที่จีนส่งออกมาไทยที่สำคัญ เครื่องจักร ไฟฟ้าและส่วนประกอบ เครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องจักรกล และส่วนประกอบ เครื่องใช้ไฟฟ้า เคมีภัณฑ์ เหล็ก เหล็กกล้า


การลงทุนของไทยกับจีน

การลงทุนของไทยในจีน ณ ปี 2557 อุตสาหกรรมหลักที่ไทยลงทุนในจีนคือ อุตสาหกรรมอาหารสัตว์ ธัญพืช ฟาร์มสัตว์ มอเตอร์ไซค์ โรงแรม ร้านอาหาร การนวดแผนไทย


การลงทุนของจีนในไทย ณ ปี 2557 อุตสาหกรรมหลักที่จีนลงทุนในไทยคือ กิจการอุตสาหกรรมเบา อุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ กระดาษ และพลาสติก และอุตสาหกรรมโลหะพื้นฐานการลงทุนที่จีนได้รับอนุมัติจากรัฐบาลจีนมีจำนวนทั้งสิ้น 15 โครงการ ประกอบด้วยกิจการก่อสร้าง การค้า ธนาคาร การแปรรูปโลหะ การท่องเที่ยว อสังหาริมทรัพย์ สายการบิน เครื่องจักร ร้านอาหาร และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งนี้ จีนสนใจมีส่วนร่วมในการลงทุนในโครงการโครงสร้างพื้นฐานของไทย เช่น รถไฟความเร็วสูง และการบริหารจัดการน้ำ รวมทั้งการขุดเจาะและสำรวจปิโตรเลียมในไทย




การท่องเที่ยว

รัฐบาล ไทยและจีนได้ทำความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว เมื่อเดือนสิงหาคม 2536 เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านการตลาดและการส่งเสริมการท่องเที่ยวระหว่าง ประเทศ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจีนได้อนุญาตให้ชาวจีนเดินทางท่องเที่ยวนอกประเทศโดยให้อยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลเท่านั้น ประเทศไทยเป็นกลุ่มแรกร่วมกับสิงคโปร์และมาเลเซียที่ได้รับอนุญาตให้ชาวจีน เดินทางออกไปท่องเที่ยว และจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางมาประเทศไทยเฉลี่ยเพิ่มสูงขึ้นเป็นลำดับ ทำรายได้ให้แก่ประเทศอย่างมาก


โดยจีนเป็นตลาดนักท่องเที่ยวใหญ่ที่สุดของไทยซึ่งในปี 2558 มีนักท่องเที่ยวจีนเดินทางมาไทยรวม 7.9 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าร้อยละ 71.14 และขณะเดียวกัน จำนวนนักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางมาเที่ยวจีนก็เพิ่มมากขึ้นเช่นกัน